เทศน์เช้า วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๘
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นอาหารของใจ ข้าวปลาอาหารเป็นอาหารของกาย ร่างกายนี้ต้องการปัจจัยเครื่องอาศัยเพื่อดำรงชีวิตไว้ไง ดำรงชีวิตไว้
แม้แต่วินาทีไง ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามันลงเอยตรงนั้น มันจะเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา
ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น แต่เพราะเราเป็นคนมักง่าย เพราะช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น เราก็จะเอาแต่ความมักง่ายของเราไง ถ้าความมักง่ายของเรามันก็กลับมาตรงนี้ไง กลับมาฟังธรรมๆ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ทำความดีหรือทำความชั่วมา ถ้าทำความดีของเราขึ้นมา มันจะเป็นจริตเป็นนิสัย
สังเกตได้ เด็กๆ เวลามันมีความรู้สึกนึกคิดที่ดีงามของมัน มันแปลก แต่เด็กๆ ที่มันต่อต้าน มันต่อต้านก็ต่อต้านตามแต่เวรแต่กรรมของสัตว์
สิ่งที่ดีงามๆ มันเกิดจากหัวใจดวงนี้ไง ถ้าเกิดจากหัวใจดวงนี้ การสะสมมาไง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำคุณงามความดีของเรา แล้วทำคุณงามความดีของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราทำความดีทิ้งเหว นั่งประพฤติปฏิบัติจะให้ใครเห็นไม่ได้ หลวงตาท่านบอก เสียลับ
แต่ในโลกปัจจุบันนี้ไม่ใช่อย่างนั้น จะนั่งภาวนา จะทำสิ่งใดต้องมีกิจกรรม ต้องมีโฆษณาชวนเชื่อ ต้องตั้งกล้องกันร้อยแปดพันเก้า ปฏิบัติเพื่อกล้อง ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อหัวใจของตัวเอง ถ้าปฏิบัติเพื่อหัวใจของตัวเอง
ปฏิบัติเพื่อกล้อง นั่งปฏิบัติถ้ากล้องไม่มา ทุกข์เกือบตาย
ทั้งๆ ที่นั่งปฏิบัติ ถ้าจิตสงบมันมีความสุขของมันนะ ถ้ามันมีความสุขของมัน ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามา มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา เป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เป็นทรัพย์สมบัติของใจดวงนั้น ต้องให้ใครมารับรู้ด้วย
แต่เพราะต้องการให้เขาอยากรับรู้ ต้องการให้เขาเชิดชูบูชา เวลาประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง ถ้าที่ไหนสมบูรณ์แบบขึ้นมา โอ้โฮ! ที่นั่นน่าประพฤติปฏิบัติ ถ้าที่ไหนขาดแคลน ที่นั่นไม่ดีงาม แต่ถ้าเป็นธรรมๆ ไม่ใช่ เขาหาอย่างนั้นน่ะ หาที่สงบสงัด
เวลาครูบาอาจารย์ท่านออกวิเวกไง เอาบ้าน ๒ หลัง ๓ หลังพอ พอที่เขามีข้าวตกบาตรเท่านั้น อยู่ได้ เพราะมากเกินไปเขาจะมากวน เริ่มต้นของครูบาอาจารย์ที่ท่านมีเป้าหมายของท่าน เห็นไหม
นี่ก็เหมือนกัน ไปวัดไปวา ไปวัดไปวา วัดนี้มันสงบสงัดมากเลย
มันไม่สงบสงัดที่เอ็งพูดนั่นแหละ สงบสงัดก็เงียบปากสิ สงบสงัดก็หุบปากไว้ แล้วนั่งลง แล้วฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมาให้เป็นความจริงของเราขึ้นมา
สงบสงัดขึ้นมาก็ไปติไปชมขึ้นมาให้มันเป็นปัญหาขึ้นมา ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมา เห็นไหม
ฉะนั้น สิ่งที่เป็นสัปปายะมันถึงรักษาได้ยาก เพราะมันขัดแย้งกับกิเลสในหัวใจของตน แต่ถ้ามันเป็นความจริงๆ เขาสาธุ เขาเชิดชูบูชาของเขา กราบไหว้ด้วยหัวใจของตน
ฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจดวงนี้ไง หัวใจมันต้องการอย่างนั้น หัวใจมันต้องการกายเป็นสัปปายะ แล้วหัวใจมันเป็นสัปปายะไง กายวิเวก จิตวิเวกไง
นี่ต้องการให้จิตวิเวก แต่ต้องการคลุกคลีตีโมง มันจะเป็นวิเวกไปได้อย่างไร
แต่มันเป็นความจำเป็นไง เพราะอะไร คนเกิดมามีกายกับใจ ร่างกาย ร่างกายมันต้องการความอบอุ่น สิ่งที่ต้องการอาหาร หัวใจ หัวใจมันต้องการความสงบสุข ถ้ามันความสงบสุข
แต่มันเป็นธรรมะคอนเสิร์ต ต้องจัดคอนเสิร์ต แสงสีเสียงพร้อม
แต่ถ้าจิตมันสงบนะ คนที่เห็นแสง เห็นต่างๆ เวลาเห็นแสงเราเห็นเป็นเรื่องปกติไง แต่คนเห็นแสงแล้วมันตื่นมันเต้นของมันไง อันนั้นมันเป็นวาสนาของแต่ละบุคคล มันเป็นจริตเป็นนิสัย
ดูฤดูกาลสิ พระอาทิตย์ขึ้นแต่ละฤดูกาลมันก็แตกต่างกัน พระอาทิตย์ขึ้นสั้นหรือยาว เหมือนกัน ถ้าเหมือนกันขึ้นมาแล้ว พระอาทิตย์เป็นพระอาทิตย์ไง พระอาทิตย์ให้พลังงานกับโลกนี้นะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นธรรมๆ ทั่วไปหมดน่ะ แล้วใครจะได้ผลประโยชน์จากแสงนั้น ใครจะได้จากธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
แล้วได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นความจริงของหัวใจขึ้นมาแล้ว มันอาจหาญ มันไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ
คนจะไปวัดๆ อาย ไม่กล้าไปวัด
บอกใคร
ไปไหนน่ะ
จะไปวัด
เอ็งมีเวลาว่างมากเกินไปใช่ไหม ไอ้พวกไปวัด ไอ้พวกที่มีปัญหา
ใช่ เวลาคนที่ไปโรงพยาบาล เพราะคนเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งนั้นน่ะ คนเจ็บไข้ได้ป่วยถึงไปโรงพยาบาล อย่างน้อยก็ไปตรวจสุขภาพ ไปวัดไปวาขึ้นมาเพื่อหัวใจดวงนี้ไง หัวใจมันว้าเหว่ หัวใจมันไม่มีที่พึ่งที่อาศัย
คนที่เป็นพุทธมามกะ เขามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่อาศัย คนโบราณขึ้นมา ตกใจขึ้นมาก็พุทโธๆๆ เขามีพระพุทธเจ้าเป็นหัวใจของเขา
เวลาเราสอนพวกวัยรุ่นเยาวชนไง สิ่งที่ปลอดภัยที่สุดคืออยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกพุทโธๆ ของเราไว้ เวลามันว้าเหว่ มันไม่มีที่พึ่งที่อาศัย ให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา แล้วถ้าระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพุทธคุณ ด้วยปัญญาคุณ ด้วยเมตตาคุณของท่าน ไปวัดไปวา วัดต้องมีพระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้กราบพระ
ไอ้วัยรุ่นก็บอก ไปกราบทำไม มันเป็นอิฐหินทรายปูน
อิฐหินทรายปูนเขาเอาไว้ก่อส้วม ส้วมมันก็อิฐหินทรายปูนเหมือนกัน เอาไว้ถ่าย แต่อิฐหินทรายปูนนี้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้าเรามีหัวใจของเรา เราระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะอะไร
ประเทศไทยเป็นประเทศนับถือพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ ปู่ย่าตายายของเราเป็นผู้ที่ฉลาด เลือกพระพุทธศาสนาไว้เพื่อเป็นศาสนาประจำชาติ ถ้าเรามีอำนาจวาสนา เห็นไหม สังคมร่มเย็นเป็นสุข สังคมร่มเย็นเป็นสุขเพราะอะไร
ปู่ย่าตายายก็เป็นหน้าที่ของปู่ย่าตายาย อยู่บ้าน ลูกหลานก็หาเพื่อดำรงชีพ สิ่งใดมันดูแลปู่ย่าตายายของเรา ปู่ย่าตายายของเราเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรไง ปีใหม่ สงกรานต์ เราจะกลับบ้าน จะไปกอดพ่อกอดแม่ ไปกอดปู่ย่าตายาย มันมีความสงบสุขไหม ในหัวใจมันมีที่พึ่งที่อาศัยของมันมาแล้ว
ถ้ามีที่พึ่งที่อาศัยของมันมา เรามีรัตนตรัยในหัวใจของตนไง เรามีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่อาศัย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาเราแสวงหา เราค้นคว้า ชาวพุทธไง เวลาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ไปที่ไหน
ไปที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ที่เกิด ที่ตรัสรู้ ที่ประกาศธรรม ที่ปรินิพพาน ไปแล้วน้ำหูน้ำตาไหล มันซาบมันซึ้ง ชีวิตนี้มีคุณค่าขึ้นมาทันทีเลย แต่พระกรรมฐาน หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ ถ้าจิตสงบแล้วเอ็งจะเห็นพระพุทธเจ้าตัวเป็นๆ กลางหัวอกเลย
พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พระพุทธเจ้าโดยนามธรรม คือจิตวิญญาณของเรา เราโยนทิ้ง เราไม่เข้าใจ เราแสวงหาไม่เจอ แล้วเราต้องการความสงบสุข ต้องการทุกๆ อย่างเลย แต่ต้องการความสงบสุขนั้นมันเป็นเรื่องปัจจัยทางโลก โลกกับธรรม
เขาทำของเขามา เขาทำของเขามา ถ้าทำของเขามาด้วยเป็นความสุจริต เป็นสัมมาอาชีวะ นั่นก็เป็นบุญกุศลของเขา ถ้าเขาทุจริตของเขา เขาแสวงหามาด้วยความเป็นโทษของเขา นั่นก็เป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์
นี่ไง แต่ถ้าเราทำความดีของเรา เราเป็นคนซื่อตรง ไม่เท่าทันโลก แต่เท่าทันกิเลส เท่าทันจิตใจของตน แล้วพยายามฝึกหัดให้จิตใจเข้มแข็งขึ้นมา อย่าท้อแท้ อย่าอ่อนแอ
ความอ่อนแอๆ ร่างกายถ้าไม่มีอาหาร ก็หิว ก็กระหาย ก็ทุกข์ ก็บีบคั้นร่างกายนั้น หัวใจ หัวใจที่เราไม่ได้ฝึกหัดมันเลย เราไม่เข้าใจสิ่งใดๆ เลย
ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
แล้วเขาทำความดีมามากมายมหาศาล ทำไมไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตล่ะ
เราก็ทำของเราต่อเนื่องไป เพราะโอกาสและจังหวะมันเป็นวาสนาของแต่ละบุคคล ถ้ามันแต่ละบุคคล เราทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเรา เพื่ออะไร เพื่อให้จิตใจที่เข้มแข็งไง แล้วถ้ามาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตใจเข้มแข็งขึ้นมา คิดดี สังคมต้องการคนดี คนดีๆ เพราะคนดีเขาจะดีกับตัวเขาเองก่อน แล้วเขาจะดีกับสังคม มันไว้วางใจได้ไง
เพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านที่ไว้วางใจกันได้ เราอยู่ที่ไหนเราก็มีความสงบสุขของเราไง เพื่อนบ้านหวาดระแวงกันไปตลอด ทำสิ่งใดก็ไม่ได้อะไร
จิตใจที่อ่อนแอ เสวยอารมณ์ เสวยความคิด ความคิดที่มาหลอกมาลวง ความคิดที่มีแต่ความลังเลสงสัย ความคิดที่ไว้ใจสิ่งใดไม่ได้เลย คิดแล้วยิ่งทุกข์น่าดูเลย เพราะจิตใจมันอ่อนแอ
จิตใจแข็งแรงนะ เราคิดเรื่องอะไร เป็นสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉา
คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” ตั้งแต่ปู่ย่าตายาของเรา เขาทำมาเป็นตัวอย่างนะ พ่อแม่เราเป็นพ่อแม่เรา ดูแลปู่ย่าตายายของเรา ลูกมันก็เห็นไง ต่อไปลูกมันก็จะดูแลพ่อแม่ของมันไง นี่ไง สิ่งที่รู้ที่เห็นที่มันได้ซึมซับมาไง ถ้ามันได้รู้ได้เห็นได้ซึมซับขึ้นมา ถ้าจิตใจมันเข้มแข็งนะ มันคิดเป็น คิดบวก คิดอย่างนี้ไง แต่ถ้าเป็นทางโลกๆ มันก็เรื่องธรรมดา เห็นไหม
เวลาวัยรุ่นๆ ทางฝ่ายปกครองเขาบอกต้องหากีฬาให้มันเล่น หากีฬาเพื่อไม่ให้เข้าใกล้ยาเสพติด เพื่อให้มันได้ปล่อยพลังงานของมัน เวลาโตขึ้นมา เราก็ไม่อยากไปไหนแล้วล่ะ เราอยากให้ลุกได้ นั่งได้ เดินได้ก็พอ
เวลาจิตใจของคนที่มันได้ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มันจะเข้มแข็งแข็งแรงขึ้นมาอย่างนี้ไง ถ้ามันเข้มแข็งแข็งแรง แข็งแรงเพื่ออะไร แข็งแรงเพื่อไม่ให้กิเลสมันชักนำ ไม่ให้กิเลสมันครอบงำ ไม่ให้กิเลสมันชักนำมันไปไง
เวลากิเลสมันจะชักนำมันไป มันสุรุ่ยสุร่าย มันจะเอาแต่ความพอใจของมัน สุดท้ายแล้วนะ สิ้นเดือน เวลาเงินเดือนออก ไม่พอไว้ใช้ดำรงชีพเลย นี่ด้วยความสุรุ่ยสุร่ายของเราไง
รู้จักประหยัด รู้จักมัธยัสถ์ไง ครอบครัวใดถ้ามันรู้จักซ่อมแซมสิ่งใช้สอยในบ้านของตน ครอบครัวนั้นยั่งยืน ครอบครัวใดถ้าสุรุ่ยสุร่ายขึ้นมา ครอบครัวนั้นชักหน้าไม่ถึงหลัง ถ้าจิตใจมันเข้มแข็งขึ้นมามันเห็นอย่างนี้ แล้วใครทำ
ก็ความคิดเราทั้งนั้นล่ะ เราทำเองทั้งนั้นน่ะ ถ้าเราเป็นคนดี ดีตั้งแต่ตรงนี้ไง ดีตั้งแต่ตรงนี้
กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมนะ คนดีๆ เขาร่ำลือ คนนั้นเป็นคนดีนะ จะมีสิ่งใดปกป้อง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ แต่ของเรา เราจะสร้างคุณงามความดีขึ้นมาให้มันเป็นกลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์กับเราไง แล้วถ้าฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบ เห็นไหม
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง
ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ชาวพุทธให้ไปที่ไหน
ให้ไปที่สังเวชนียสถานทั้ง ๔
เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่เข้มแข็งของเราขึ้นมานะ ให้หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ จะไปกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา จะเห็นแล้วระหว่างกายกับใจ
ร่างกายเราก็ต้องดูลัรกษาขึ้นมา เพราะว่าจิตใจนี้มันต้องอยู่ในร่างกายนี้ แต่ถ้าร่างกายที่มันอ่อนแอ ใครจะควบคุมดูแลได้
ม็อบน่ะ เวลาปลุกกระแสติดขึ้นมา ใครชักจูงได้หมดเลย มันเชื่อไปหมดเลย ถ้าเข้มแข็งนะ กูไม่เชื่อมึง เวลามา มาด้วยสติด้วยปัญญาของกู แล้วถ้ามึงจะพาไปทางเสียหาย ไม่ไป เรามีสติมีปัญญา เราควบคุมตัวเราได้
แล้วเวลาถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ
เวลาเขาไปสังเวชนียสถานทั้ง ๔ มาเล่าให้ฟังเยอะแยะ อู้ฮู! มันปลาบปลื้ม มันน้ำตาไหล
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นกูไม่ต้องไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอนุโมทนากับหลวงปู่มั่น
ถ้าจิตสงบแล้วมันอาจหาญ แล้วมันรื่นเริง อาจหาญเลย พุทธะ นี่พระพุทธศาสนา พุทธะคือสัมมาสมาธิ สมาธิสงบระงับเข้ามา นั่นน่ะมันตื่น มันเบิกบาน
ไอ้นี่มันหลับใหล
สัมมาสมาธิเท่านั้น
ติดสมาธิๆ ภาวนาไม่เป็นไง
แล้วถ้าภาวนาเป็นๆ ในแนวทางพระพุทธศาสนา แนวทางในสายกลางพระพุทธศาสนา ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ความระลึกชอบของมันในหัวใจของตน ถ้าเป็นสัมมาสมาธิแล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา นั่นน่ะแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง
ไอ้นี่มันวิปัสสนึก นึกเอา อารมณ์ทั้งนั้นน่ะ กายใครจะนึกไม่ได้ เราต้องกินทุกวัน ขับถ่ายทุกวัน เวลาเข้าส้วมถ่ายออกมา ของเราทั้งนั้นน่ะ กายทำไมใครจะไม่รู้ได้ มันรู้โดยจินตนาการของมัน มันก็มหัศจรรย์แล้ว แต่มันเป็นสติปัฏฐาน ๔ วิปัสสนึก นึกเอา อารมณ์ ความรู้สึก มันเป็นจริงไหม
มันก็มีอารมณ์นะ มันก็ขยะแขยงนะ มันก็ตื่นตัวนะ มันก็เรื่องโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ มันไม่เป็นข้อเท็จจริง
ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เวลามันน้อมไปเห็นกาย มันคนละเรื่อง มันคนละเรื่องกัน เห็นกาย เห็นกายอย่างนั้นเห็นกายโดยพิจารณา
หลวงปู่เจี๊ยะไง ให้กำหนดตั้งแต่ข้อนิ้วมือขึ้นมา ขึ้นมาบนศีรษะ ก็เห็นกายเหมือนกัน นึกกายเหมือนกัน นั่นน่ะท่านบอกเป็นสมถะ แล้วถ้าจิตมันระลึกได้อยู่ในวงกายนี้ เป็น ๒–๓ ชั่วโมงที่มันไม่แฉลบ ไม่แลบออกไปเลย แล้วถ้าจิตมันสงบ ถ้ามันเห็นกาย คนรู้คนเห็นไง
อาหารตักใส่ปาก ลิ้นได้รับรส มันรู้เอง ดีหรือชั่ว ขมหรือหวาน รู้หมด มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกไง ในพระพุทธศาสนาไง
ใครจะสั่งสอนอย่างไรมันก็เป็นภาคทฤษฎี เป็นธรรมและวินัย อยู่ที่อำนาจวาสนาของคนสูงต่ำดำขาวขนาดไหน กรรมของสัตว์ เราไม่ขัดไม่แย้งในความเห็นทั้งสิ้น มันเป็นแค่พิธีกรรม แล้วเราก็มาเถียงกันที่พิธีกรรมของใครดี แต่มึงไม่ว่าบอกใจสงบเป็นอย่างไร
ว่างๆ ว่างๆ
มึงไม่ต้องบอกหรอก อวกาศกูก็ว่าง กูเกิดมาโลกนี้ว่างหมดน่ะ ไม่มีอะไรเลย กูจับต้องอะไรไม่ได้สักอย่าง
แต่เวลากูมีสติสัมปชัญญะ พุทโธกูตื่นขึ้นมา มันเป็นเอกเทศ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
สัมมาสมาธิกับมิจฉาสมาธิ เพราะคำว่า “สมาธิๆ” คืออจินไตย ๔ พุทธวิสัย กรรม โลก ฌาน ฌาน ฌาน อจินไตย ๔ มันกว้างขวางขนาดไหน
แล้วลัทธิศาสนาใดๆ ก็สอนทำสมาธิๆ
สมาธิของใคร มิจฉาหรือสัมมา เป็นมรรค เป็นสายกลางในพระพุทธศาสนาหรือไม่
พระพุทธศาสนาไง เพราะอะไร เพราะฌานสมาบัติ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สมาบัติ ๘
สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เป็นอย่างไร เข้าออกอย่างไร อะไรเป็นจริง อะไรเป็นจัง จฉาหมดไง มิจฉาเพราะอะไร
หลวงตาพูดไง ไอ้เรื่องฌานๆ แฌนๆ ไม่ต้องพูดกับเรานะ ไร้สาระ แต่พวกเราตกอยู่ในวงนี้ เลยเป็นอจินไตย อจินไตย ๔ เป็นอจินไตยเลย แต่สัมมาสมาธิไม่ใช่
ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ แล้วมันเป็นอย่างไร มันจริงหรือเปล่า แล้วมันเป็นพื้นฐานไหม
สมถกรรมฐาน เราไม่มีฐานที่แห่งการงาน เราไม่มีสถานที่ทำงาน เราไม่มีสมถกรรมฐาน อารมณ์ความรู้สึก จินตนาการไปทั่ว แล้วก็มาแปะพระพุทธศาสนาไง ชาวพุทธ มาแปะ มาแปะ แต่ไม่มีเนื้อหาสาระ ไม่ใช่ความจริง
ถ้าความจริงนะ บุคคล ๔ คู่ มหัศจรรย์ สังฆคุณไง บุคคล ๔ คู่ ๘ อย่าง จิตใจมันพัฒนาขึ้นเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปเป็นอย่างไร นี่เวลาครูบาอาจารย์ของเราที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
นี่พูดถึงว่า ทำดี ทำชั่ว ทำไมต้องเป็นคนดี
ดีเพราะหัวใจดวงนี้ แล้วถ้ามันดีสมบูรณ์แบบนะ วิมุตติสุข สุขใจดวงนั้น ไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิ้น เอวัง